Economy

  • กกร.คงประมาณการเศรษฐกิจปีนี้โต 2.5-4.0%
    กกร.คงประมาณการเศรษฐกิจปีนี้โต 2.5-4.0%

    กกร.คงประมาณการเศรษฐกิจปีนี้โต 2.5-4.0%

    กรุงเทพฯ 1 มิ.ย.- ผลประชุม กกร. ยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2565 ว่า จะขยายตัวได้ 2.5 ถึง 4.0% ในกรอบเดิม โดยภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวจะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่สนับสนุนเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี หลังจากเปิดประเทศเต็มรูปแบบ ส่วนสถานการณ์การส่งออกยังคงประมาณการว่า จะยังขยายตัว 3.0 ถึง 5.0% สำหรับวิกฤติขาดแคลนอาหารเชื่อว่า ไม่เกิดกับประเทศไทย

    นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประจำเดือนมิถุนายน 2565 โดยมี นายทวี ปิยะพัฒนา รองประธานอาวุโสสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และนายกอบศักดิ์ ดวงดี เลขาธิการสมาคมธนาคารไทยเป็นประธานร่วมในการประชุม ณ โรงแรมคอนราด กรุงเทพ

    นายสนั่นกล่าวว่า ที่ประชุม กกร. คงประมาณการเศรษฐกิจไทยในกรอบเดิม แม้เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงรอบด้านจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอลง รวมทั้งต้นทุนและเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น แต่การท่องเที่ยวและการส่งออกที่ยังขยายตัวจะเป็นแรงส่งเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี ดังนั้นจึงคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยปี 2565 จะขยายตัว 2.5 ถึง 4.0% ในกรอบเดิม และคงประมาณการการส่งออกว่า จะยังขยายตัวในกรอบ 3.0 ถึง 5.0% ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะขยายตัว 3.5 ถึง 5.5%

     

    ทั้งนี้ เมื่อไทยเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบในวันนี้ (1 มิ.ย.)

    การท่องเที่ยวจะฟื้นตัวตามลำดับ แล้วจะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่สนับสนุนเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี แม้อัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นจะฉุดรั้งกำลังซื้อและการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศ โดยตั้งแต่เริ่มเปิดประเทศเมื่อวันที่ 1 พ.ค. ทำให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมีจำนวนเพิ่มขึ้นชัดเจนการที่ททท. ตั้งเป้าหมายนักท่องเที่ยวปีนี้ไว้ 6-8 ล้านคนจึงน่าจะเป็นไปได้ นอกจากนี้การท่องเที่ยวในประเทศของคนไทยฟื้นตัวแล้ว 80% ของปี 2562 ซึ่งดีกว่าคาดการณ์ไว้ว่า จะฟื้นที่ระดับ 70% ในระยะข้างหน้ายังได้อานิสงส์จากการขยายสิทธิโครงการเราเที่ยวด้วยกันเพิ่มเติม

    กกร.คงประมาณการเศรษฐกิจปีนี้โต 2.5-4.0%
    ส่วนภาคการส่งออกไทยเริ่มได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลง เศรษฐกิจโลกเผชิญ headwind จากสงครามรัสเซียและยูเครนที่ยังยืดเยื้อ ความกังวลเกี่ยวกับอาหารขาดแคลนราคาสินค้าโภคภัณฑ์และอัตราเงินเฟ้อในระดับสูงการขาดแคลนสินค้าสำคัญใน supply chain ภาคอุตสาหกรรม การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของหลายธนาคารกลางและการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนที่จีดีพีอาจจะขยายตัวเพียง 4.5%

    ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายของรัฐบาลที่ 5.5% ปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลงและอาจจะกระทบต่อการส่งออกของไทยในช่วงที่เหลือของปีโดยมีสัญญาณเตือนจากตัวเลขการส่งออกของไทยไปยังประเทศจีนและญี่ปุ่นในเดือนเม.ย. 2565 ที่หดตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

    แต่สำหรับภาพรวมการส่งออกเดือน เม.ย.ที่ผ่านมาตัวเลขการส่งออกยังเติบโตได้อยู่ในระดับ 9.9% ด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ Supply ยังสามารถไปได้ แต่ยังประสบภาวะราคาค่าขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้นจากราคาพลังงานที่ยังมีแนวโน้มสูงขึ้น

    สำหรับวิกฤติอาหารโลกรุนแรงขึ้นทำให้หลายประเทศระงับการส่งออก

    อาหารซึ่งไทยอาจได้รับประโยชน์จากการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารเพิ่มเติม สงครามยูเครนและรัสเซียที่ยืดเยื้อทำให้ผลผลิตทางการเกษตรของโลกในภาพรวมลดลง ส่งผลให้ดัชนีราคาอาหารโลกในเดือน เม.ย. 2565 ปรับเพิ่มขึ้นถึง 29.8%YoY ทำให้หลายประเทศเริ่มเผชิญกับการขาดแคลนอาหารและทำให้กว่า 20 ประเทศใช้มาตรการห้ามส่งออกอาหาร โดยเฉพาะในกลุ่มข้าวสาลีน้ำตาล และน้ำมันพืช ทั้งนี้มั่นใจว่า ประเทศไทยคาดว่าโอกาสที่จะเกิดปัญหาขาดแคลนอาหารมีน้อย เนื่องจากความต้องการบริโภคอาหารยังน้อยกว่าผลผลิตที่ผลิตได้ในประเทศ อีกทั้งในปี 2565 มีปริมาณสินค้าคงคลังสำหรับสินค้าอาหารสำคัญเทียบกับความต้องการในประเทศในระดับสูงกว่าหรือใกล้เคียงกับในอดีต ดังนั้น การที่หลายประเทศตัดสินใจระงับการส่งออก จะเป็นโอกาสของการส่งออกสินค้าของไทย อย่างไรก็ตาม ต้องมีการติดตามและบริหารจัดการสต็อกสินค้าเกษตรและอาหารที่ดี รวมทั้งบริหารจัดการไม่ให้เกิดการขาดแคลนปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ยเคมี และอาหารสัตว์


    กกร. ยังได้มีการหารือในประเด็นพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 หรือ PDPA ที่มีผลบังคับใช้ในวันนี้ (1 มิ.ย.) จะเป็นเรื่องที่ดีและสร้างมาตรฐานให้กับการทำธุรกิจ แม้ว่าเรื่อง PDPA ได้มีการประกาศออกมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว แต่หลายฝ่ายยังคงกังวลในแนวปฏิบัติของกฎหมายที่ยังไม่ชัดเจน และมีความเสี่ยงสูงต่อการถูกลงโทษตามบทลงโทษที่รุนแรงตามกฎหมาย ซึ่งปัจจุบันกฎหมายลำดับรองกว่า 20 ฉบับยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กกร. จึงได้เสนอให้ภาครัฐ พิจารณาทบทวนการไม่ใช้บทลงโทษจนกว่าจะออกกฎหมายลำดับรองที่จำเป็นครบถ้วน เพื่อไม่ให้เกิดการลงทุนในการปรับปรุงระบบที่ซ้ำซ้อนหรือไม่ถูกต้องนอกจากนี้ ภาครัฐควรเน้นการประชาสัมพันธ์ สร้างความรู้ความเข้าใจให้ภาคเอกชนและประชาชนในการศึกษาเตรียมตัวในระยะเวลาที่เพียงพอเหมาะสม ซึ่งจะช่วยทำให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปตามเจตนารมย์และเป็นประโยชน์ในภาพรวมของประเทศ

    นอกจากนี้ สมาคมธนาคารไทย กรมสรรพากร และ บริษัท เนชั่นแนลดิจิทัลไอดี จำกัด (NDID) ร่วมด้วยสถาบันการเงิน 11 แห่งได้ยกระดับการยืนยันตัวตน และเชื่อมข้อมูลการให้บริการภาษี วันที่ 23 พฤษภาคม 2565 กรมสรรพากรและ บริษัท เนชั่นแนลดิจิทัลไอดี จำกัด (NDID) ร่วมด้วยสถาบันการเงิน 11 แห่ง ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ เรื่องการเข้าถึงระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล เพื่อสนับสนุนข้อมูลสำหรับการให้บริการธุรกรรมภาษี โดยเชื่อมต่อกับระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลของ NDID เมื่อระบบนิติบุคคลสำเร็จ ก็พร้อมต่อยอดนำไปขอข้อมูล ภงด. เพื่อประกอบการขอสินเชื่อ หรือขยายผลไปยัง Use Case อื่น ๆ เช่น Smart Financial Infrastructure การใช้บริการภาครัฐแบบ Pure Digital ทั้งหมดต้องช่วยกันผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติ

    ส่วนแผนการเดินหน้าเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทย กกร. เห็นว่า จำเป็นต้องมีการศึกษา เรื่อง Competitiveness Index ที่ IMD ศึกษามาวิเคราะห์รายละเอียด พร้อมกับทั้งทำเรื่อง BCG Bio-Circular-Green ที่สอดคล้องกับ Sustainable Development Goal เพื่อให้เกิดแผนและรูปแบบที่ชัดเจนสำหรับภาคเอกชนในการขยายผลไปสู่การดำเนินธุรกิจต่อไป.-สำนักข่าวไทย

    ขอบคุณแหล่งที่มา : tna.mcot.net